ช่วงนี้ฝนซาลงไปเยอะเลยนะ จะไปไหนกันดี ประโยคนี้เด้งขึ้นมาจากหน้า msn เอาไงดีนะ จัดทริปแบบไปเช้าเย็นกลับ โจทย์แบบนี้ดูไม่ยากเท่าไร สำหรับใครบางคน แต่สำหรับคนที่จัดทริปบ่อยๆ ไปนู่นไปนี่แบบชีพจรลงเท้าคงต้องคิดหนักกันหน่อย ที่สวยๆอยู่ใกล้ๆ ไปสะดวก คิดๆๆๆๆๆ เพราะไม่อยากจับเจ่าอยู่กับบ้านเหมือนกัน ใช่ซิ...ฝนตก อากาศชื้นๆ เจ้าเห็ดแชมเปญ กับเจ้าเห็ดถ้วยขนสีส้มแป๋น คงชูคอกันหน้าสลอนแล้วแน่ๆ หลังจากที่ไปสัมผัสมาเกือบปี ก็ไม่ได้กลับไปอีกเลย ศูนย์ศึกษาธรรมชาติฯเจ็ดคต-โป่งก้อนเส้า แล้วฉันก็พิมพ์ประโยคสุดท้ายขึ้น msn
ศูนย์ศึกษาธรรมชาติฯเจ็ดคต-โป่งก้อนเส้า ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2540 เมื่อ นายปองพล อดิเรกสาร รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในขณะนั้นได้ให้กรมป่าไม้สำรวจพื้นที่บางส่วนของป่าเจ็ดคต โป่งก้อนเส้า และพื้นที่บางส่วนของป่าสงวนแห่งชาติป่ามวกเหล็ก ทับกวาง ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับเขาใหญ่ รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 13,750 ไร่ ในเขตบ้านโป่งก้อนเส้า ตำบลท่ามะปราง บ้านเจ็ดคต ตำบลชะอม และบ้านห้วยผีหลอก ตำบลซำผักแพว อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ นี่แหละ..สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ของนักท่องเที่ยวที่หลงใหลธรรมชาติ รวมไปถึงเหล่าบรรดาตากล้องทั้งหลาย ที่หลงใหลธรรมชาติในโลกใบเล็กๆเช่นกัน
เช้าวันอาทิตย์ที่แจ่มใส สมาชิก 20 ชีวิต เดินทางออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่สระบุรี ไปศูนย์ศึกษาธรรมชาติและท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์เจ็ดคต-โป่งก้อนเส้า ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯแค่ 133 กม.เท่านั้น เดินทางง่ายๆแค่เลี้ยวขวาเข้าถนนมิตรภาพ ผ่านอำเภอแก่งคอย แล้วกลับรถบริเวณหน้าเทศบาลตำบลทับกวาง (ขอบอกว่าสังเกตง่ายมาก) ขับย้อนลงมาอีกประมาณ 2 กม. แล้วเลี้ยวซ้ายตามทางลาดยางเข้าไปอีก 16 กม. เพียงชั่วโมงเศษๆจากกรุงเทพฯเท่านั้นเอง เมื่อรถตู้เลี้ยวเข้าศูนย์ศึกษาธรรมชาติฯเจ็ดคต-โป่งก้อนเส้าสมาชิกทุกคนไม่รอช้า รีบทานมื้อเที่ยงแล้วลุยทันที แบบนี้ล่ะมั้งที่เขาเรียกกันว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง วันนั้นอากาศค่อนข้างสบาย แดดไม่ร้อน ลมพัดเอื่อยๆ พวกเรารีบทำเวลาเพราะไม่อยากออกจากที่นั่นเย็นมากนัก เกรงว่าจะเจอฝนระหว่างทาง เดี๋ยวจะกลายเป็นหมดสนุกกันไปซะก่อน พี่เจ้าหน้าที่ท่าทางใจดี ยิ้มกับเรา แล้วเดินนำพาพวกเราไปตามล่าพระเอกของทริปนี้อย่างรวดเร็ว ระยะทางในตอนแรกที่เราตกลงกันไว้แค่ 1.2 กม.เท่านั้น แต่มาคิดอีกที ใน 1.2 กม.เราคงไม่เจอสิ่งที่เราต้องการแน่ๆ ก็เลยเปลี่ยนแผน พร้อมมัดมือชก บอกกับสมาชิกว่าเราจะเปลี่ยนเส้นทางเป็น 3 กม.แทน ตอนแรกคิดว่าจะโดนรุมเสียอีก ดีนะที่ไม่มีใครอิดออดกับความคิดของเราครั้งนี้ ทุกคนกลับยิ้มแย้ม และดูสนุกสนานกันเป็นพิเศษ หลังจากนั้นพวกเราก็เดินกันไปเรื่อยๆ บนทางเดินเล็กๆ แคบๆ มีหญ้าเขียวๆขึ้นรกทั้งสองข้างทาง
เพราะเป้าหมายหลักของพวกเราทุกคนคือเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋ว ก็เลยเดินกันแบบช้าๆ มองซ้ายมองขวาจนเมื่อยคอกันไปข้างนึง บางคนเพลิดเพลินกับเจ้าตั๊กแตนตัวน้อย แวะเก็บภาพกันหลายนาทีเลยทีเดียว ไม่นานนัก กับระยะทางไม่ถึง 500 เมตร สมาชิกที่เดินนำมาก่อนก็หยุดเดิน และรุมกันอยู่ตรงนั้น ฉันรีบเข้าไปดูใกล้ๆ พร้อมตะโกนถามอย่างตื่นเต้น (ถ้ามีสัตว์ป่าอยู่แถวนั้นมันคงตกใจวิ่งหนีกันป่าราบแน่ๆ) แน่ล่ะ...เป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก เจ้าเห็ดถ้วยขนสีส้ม อ้วนท้วนสมบูรณ์น่าดู สีส้มตัดกับสีน้ำตาลของขอนไม้ที่มันอาศัยอยู่ ดูเด่นขึ้นมามากเลยทีเดียว ถึงแม้มันจะเล็กนิดเดียวแต่ก็ยังมองเห็นได้ง่ายๆ เพราะอะไรนะหรอ? ก็เพราะมันไม่ได้อวดโฉมแค่ดอกสองดอกนะซิ จะเรียกว่ามากันทั้งหมูบ้านเลยก็ว่าได้ ลองนับๆดู ไม่น่าต่ำกว่า 20 ดอก ว้าวววว....
หลังจากถ่ายภาพหมู่บ้านเห็ดถ้วยขนกันจนอิ่ม พวกเราก็เคลื่อนพลกันต่อไป เราเดินเข้าจากต้นทางตอน 11 โมงกว่าๆ นี่ปาไป 2 ชม.แล้ว เรายังเดินไม่ถึงครึ่งทางเลย สองทางเดินมักจะชวนให้เราหยุดดูได้ทุกฝีก้าว ทั้งตั๊กแตนหน้าหล่อ แมงมุมประหลาด หอยทากจิ๋ว กิ้งกือยักษ์ เห็ดแชมเปญ เห็ดถ้วยขนก็ยังมีให้เราเก็บภาพตลอดทาง อีกทั้งเห็ดน้อยใหญ่หลากสีอีกเพียบ
แหม...วันนี้โชคดีจังที่ไม่เจอฝน ความคิดที่ผุดเข้ามาในหัวยังไม่ทันหายไป ก็เริ่มได้ยินเสียงเม็ดฝนตกกระทบลงบนใบไม้ที่อยู่เหนือหัว เนื่องจากป่าแถวนี้เป็นป่าทึบพอสมควร ทำให้เม็ดฝนไม่เล็ดลอดมาโดนผิวกายได้ สบายใจไปได้หนึ่งเปาะ ไม่นานนักสมาชิกทุกคนก็เริ่มมารวมตัวกันที่น้ำตกเจ็ดคตใต้ ถือโอกาสนั่งพักไปในตัว มองไปรอบๆน้ำน้อยจังเลย สงสัยช่วงนี้ฝนไม่ค่อยตก ถือว่าเราโชคดีนะเนี่ย มาวันฝนตกพอดี
กลิ่นฝนอ่อนๆลอยมาแตะจมูก ใบไม้ใบหญ้าดูชุ่มชื่นจนแปลกตา เหล่าผีเสื้อหลากสีบินกันเต็มไปหมด มีทั้งผีเสื้อสีเหลือง สีดำ สีขาว ตัวเล็กตัวใหญ่ บินเข้ามาทักทายพวกเราที่นั่งหอบแฮกๆ เป็นระยะ ทำให้คล้ายความเหนื่อยไปได้มาก เพราะพวกเราเริ่มหันมาสนใจเจ้าปีกสวยกันอีกครั้ง หลังจากที่หลายๆคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีแรงที่จะหยิบกล้องขึ้นมาแล้ว
นั่งพักเรียกพลังกายกลับคืนมาแล้ว พวกเราก็เดินกันต่อ เส้นทางที่เราต้องเจอข้างหน้าอาจจะดูโหดไปบ้างสำหรับบางคนที่ดอกยางของรองเท้าหายไปหมด เพราะเราต้องปีนป่าย เลาะไปข้างๆน้ำตกนั้น ก้อนหินที่เรียงรายกลายเป็นเส้นทางใหม่ที่เราต้องค่อยๆไต่กันไป สองมือที่ถือทั้งกระเป๋ากล้อง หิ้วกล้อง แบกขาตั้ง เริ่มกลายมาเป็นภาระอันใหญ่หลวง เส้นทางเดินเริ่มเปลี่ยนอีกครั้ง ให้เราต้องเดินข้ามขอนไม้ไม่ใหญ่นัก ที่วางพาดข้ามลำธาร ฉันรีบเดินข้ามไปเป็นคนแรกๆด้วยรองเท้าตีนตุ๊กแก เพื่อแอบเก็บภาพสวยๆ ของสมาชิก และแล้วเราก็มาเจอด่านโหดด่านสุดท้าย ที่เราต้องปีนผาหินขึ้นไปด้านบน ซึ่งที่ตรงนี้มันแอบสร้างคำว่ามิตรภาพให้กับพวกเราทั้ง 20 คนอีกด้วย
เย้....เส้นทางกลับมาปกติเช่นเดิมเหมือน 500 เมตรแรก ที่เราเพิ่งผ่านมา ทางเดินเริ่มกว้างขึ้นเรื่อยๆ แสงอาทิตย์ส่องลงมาจนถึงพื้นดิน บางจุดแสงลงมาสวยมาก จนแอบคิดว่าเราน่าจะเก็บเห็ดใส่กระเป๋ามาวางตรงนี้ ถ่ายภาพออกมาคงสวยน่าดูเลย ก้มมองดูนาฬิกามันขึ้นตัวเลข 16.30 น. แล้วเวลาก็บังคับให้เราต้องออกจากโลกใบเล็กๆแห่งนี้เสียได้ สมาชิกหลายๆคนเริ่มทยอยเดินออกมาเจอกัน บางคนมากับเหงื่อที่ชุ่มไปทั้งตัว บางคนได้แผลกลับมา แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พร้อมทั้งภาพสวยๆจากสิ่งมีชีวิตที่ใครหลายๆคน คงอยากจะกลับมาสัมผัสอีกครั้ง......

taKLONG Travel project 4 (มุมมองเด็กถือ Slave Flash ของ notezaa^^)
http://www.taklong.com/macro/s-mc.php?No=41104
เจ็ดคด เดินจนหมดแรง - taKLONG Travel project 4 - MUCAS
http://www.taklong.com/pictpost/s-pi.php?No=40970
taKLONG Travel project 4 ( l o k b a i l e k เจ็ดคต) - notezaa
http://www.taklong.com/macro/s-mc.php?No=41077
[taKLONG Travel project 4] มาโคร(หรือมาครอบ) ในแบบของผม อิอิอิ... - TumPretty
http://www.taklong.com/pictpost/s-pi.php?No=41010
taKLONG Travel project 4 มาโครเห็ดเจ็ดคต-โป่งก้อนเส้า - Whiterose
http://www.taklong.com/macro/s-mc.php?No=41084