รีวิวกล้อง :
Sigma DP2 Merrill

(พร้อมตัวอย่างภาพ ของจริง ที่ถ่ายจากกล้อง)  

Foveon X3 Camera Sensor

Sigma DP2 Merrill camera
Sigma DP2 Merrill camera top


ลักษณะการทำงานของ เซ็นเซอร์ตามมาตรฐาน (Bayer Sensor) ไวกับแสงสีต่างๆ ไขว้สลับสีกันในแนวนอน และอาศัยการประมวลผลของ CPU สลับสีกลับมาเป็นสีจริงโดยรวม


ลักษณะการทำงานของ เซ็นเซอร์ Foveon ที่ใช้ชั้นของพิกเซลไว้แสงกับแสงสีต่างๆ ในแนวดิ่ง เพื่อดึงเอาข้อมูลสีของแต่ละสี เก็บไว้บนตัวสารไวแสง แต่ละสี ในลักษณะแนวดิ่ง
สำหรับท่านที่เคยถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มมาก่อน คงเข้าใจข้อแตกต่างที่สำคัญที่สุด สำหรับกล้องฟิล์ม กับกล้องดิจิตอลโดยทั่วไปก็คือ ลักษณะภาพหลายๆอย่าง มันไม่เหมือนกัน มันไม่ได้อารมณ์เดียวกัน และผมก็เชื่อว่า หลายๆท่านก็อดสงสัยอยู่ในใจไม่ได้ว่า มันเป็นเพราะสาเหตุใด และจะมีหรือไม่ ที่เป็นกล้องดิจิตอล ที่ให้อารมณ์ภาพแบบกล้องฟิล์ม เป็นคำถาม ที่ผมเชื่อว่าหลายๆท่าน ที่เคยถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มมาก่อน คงต้องเคยคิดอยู่ในใจบ้าง ไม่มากก็น้อย ซึ่งแน่นอนว่า น้องๆหลายคน ที่เกิดมาในยุคของกล้องดิจิตอลกันเต็มตัว แบบทุกวันนี้ ก็อาจจะสงสัยว่า มันต่างกันจริงๆหรือ ภาพจากฟิล์ม กับภาพจากกล้องดิจิตอล(โดยทั่วไป)


ลักษณะการทำงานของ ฟิล์มถ่ายรูป ที่ใช้ชั้นของสารไวแสงแยกเป็น ไวกับแสงสีต่างๆ ในแนวดิ่ง เพื่อดึงเอาข้อมูลสีของแต่ละสี เก็บไว้บนตัวสารไวแสง แต่ละสี ในลักษณะแนวดิ่ง


ก่อนจะตอบคำถามนี้ ผมว่าเรามาทำความเข้าใจ การทำงานของฟิล์มถ่ายรูปสีกันก่อน กล่าวคือ บนฟิล์มถ่ายรูปที่เราเคยใช้ๆกัน จะมีชั้นไวแสง ต่อแสงสีต่างๆ ครบอยู่ในตัวเอง ได้แก่ชั้นไวกับแสงสีน้ำเงิน (Blue) ชั้นไวกับแสงสีเขียว (Green) และชั้นไวต่อแสงสีแดง (Red) ดังนั้นชั้นที่ซ้อนๆกันอยู่ในแนวดิ่งแบบนี้ จะให้สีสันที่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด อันเป็นลักษณะที่เราพบเห็นได้บนฟิล์มถ่ายภาพทั่วไป ที่เราเคยใช้งานกันมาก่อน ซึ่งหากเซ็นเซอร์ของกล้องดิจิตอล ทำงานคล้ายๆกับฟิล์มถ่ายรูปนี้ ก็น่าจะให้สีสันที่สมจริงได้ใกล้เคียงกันได้

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า เซ็นเซอร์ของกล้องดิจิตอลนั้น โดยทั่วไป จะมีการเรียงตำแหน่งพิกเซล ที่มีความไวกับ แม่สีของแสง เพียงสีใดสีหนึ่ง เพียงสีเดียว แต่จะวางตำแหน่งแม่สี สลับไขว้กันไปมา (color filter array) บนหน้าแปลนของตัวเซ็นเซอร์เอง ส่วนใหญ่จะสลับแบบ RGBG หรือที่เรียกว่า Bayer Sensor ซึ่งมักจะมีพิกเซลที่ไวกับสีเขียวอยู่ มากกว่าสีอื่นถึง 2 เท่า ด้วยเหตุผลที่เป็นช่วงแสงช่วงตรงกลางของ spectrum ที่เป็นสีที่ให้รายละเอียดของสิ่งต่างๆได้ดีกว่า แต่การที่มีการวางสีสลับตำแหน่งกันแบบนี้ ย่อมส่งผลต่อภาพที่ปรากฏออกมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ ต้องใช้การประมวลผลของ CPU ของกล้อง ในการแปลงค่าสี แต่ละสีเหล่านี้ ให้กลับมาเป็นภาพแบบที่ตาเรามองเข้าใจได้ อีกต่อหนึ่ง ซึ่งก็จะไม่ได้ดีเหมือนกับ การที่แต่ละพิกเซล สามารถรับรู้แสงได้ครบทั้ง 3 แม่สีหลัก คือ RGB ณ แต่ละพิกเซลไปเลย เหมือนกับที่ฟิล์มถ่ายรูปทำ

แล้วมีเซ็นเซอร์ของกล้องดิจิตอล ที่เลียนแบบลักษณะการทำงานของฟิล์มถ่ายรูป อยู่ในท้องตลาดบ้างหรือเปล่า ? คำตอบคือ มีครับ และมีมานานแล้วด้วย ใช้ชื่อทางการค้าว่า Foveon เป็นเซ็นเซอร์ที่ใช้การเรียงตัว ของชั้นพิกเซล ที่ไวกับแม่สีของแสง ในแนวดิ่ง ลักษณะเดียวกับฟิล์มถ่ายรูปเลย แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า เทคโนโลยีเซ็นเซอร์แบบ Foveon นี้เป็นเทคโนโลยีนอกกระแส(หลัก) ก็ว่าได้ เนื่องจากเดิมบริษัทที่ทำแนวคิด concept นี้ เป็นบริษัทที่ไม่ใหญ่โตมากนัก จึงทำให้ไม่ค่อยมีกล้อง ที่พอใช้งานได้จริงๆจังๆ ปรากฏออกมาในท้องตลาดมากนัก ในท้องตลาดจึงมีแต่ เซ็นเซอร์แบบ Bayer ให้เห็นกันเกลื่อนกลาดไปหมด แต่ก็น่ายินดีว่าในที่สุด ก็มีผู้เล็งเห็นศักยภาพของแนวคิดเซ็นเซอร์แบบนี้ มาซื้อเทคโนโลยีนี้มาปรากฏภายใต้ชื่อยี่ห้อ Sigma ในที่สุด อันเป็นที่มาของกล้องที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้ คือ Sigma DP2 Merrill นี่เอง

ใช่แล้วครับ หลายๆท่าน อาจจะส่งสัยว่า ทำไมหน้าตามันดูแข็งๆ ทื่อๆ แบบนั้น ไม่เห็นเอาใจวัยรุ่นเอาซะเลย ก็แน่นอนครับ ถ้าคุณย้อนอ่านข้อความทางด้านบน จะเห็นได้เลยว่า เขาเอาใจแฟนๆ ที่เคยถ่ายกล้องฟิล์มมาก่อนมากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าวัยรุ่นสมัยนี้ ในยุคกล้องฟิล์ม คงยังนอนดูการ์ตูนอยู่มากกว่า ดังนั้นยังไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของกล้อง Sigma DP2 Merrill ตัวนี้อย่างแน่นอน แล้วอะไรล่ะ ที่จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ของกล้อง Sigma DP2 Merrill ตัวนี้ นอกเหนือไปจากรูปร่างที่แข็งๆ ทื่อๆ แบบก้อนอิฐก้อนนี้ เราลองมาดูกันครับ

© Copyright : 2012. taKLONG.com
© Copyright : 2012. taKLONG.com
Sigma DP2 Merrill Sample Photo ตัวอย่างภาพ
Sigma DP2 Merrill : ISO 100 : 1/100 sec. F 16


Sigma DP2 Merrill Sample Photo ตัวอย่างภาพ
Sigma DP2 Merrill : ISO 100 : 1/100 sec. F 11


© Copyright : 2012. taKLONG.com
Sigma DP2 Merrill Sample Photo ตัวอย่างภาพ
Sigma DP2 Merrill :
ISO 400 : 1/80 sec. F 2.8


 
    คุณสมบัติเด่น Sigma DP2 Merrill
  • เซ็นเซอร์ Foveon X3 ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล ( 16 ล้าน x 3 สี )
  • ขนาดเซ็นเซอร์ใหญ่ APS-C เทียบเท่ากล้อง DSLR ถ่ายชัดตื้นได้ดี ไม่เหมือนกล้องคอมแพ็คทั่วไป
  • เลนส์ Sigma ฟิกซ์เลนส์ 30 มม. F2.8 คุณภาพสูง ให้ภาพคุณภาพดีเลิศ (แต่ไม่มีซูม)
  • จอภาพขนาด 3 นิ้ว แสดงรายละเอียดได้ดีมาก 920000 จุด สีสันสดใส ใช้งานได้ดี

สิ่งที่เป็น จุดขาย สำคัญที่สุดของกล้อง Sigma DP2 Merrill ก็คงจะหนีไม่พ้น คุณภาพของภาพ ที่ต้องเรียกได้ว่า สุดยอด ครั้งแรกที่ผมเห็นภาพบนจอ ผมแทบจะร้องกริ๊ดออกมาเลย แน่นอนครับผมไม่ได้ร้องออกมาจริงๆหรอก แค่เป็นคำบรรยายให้เห็นภาพว่า ภาพมันแจ๋วขนาดไหน ถ้าคุณอยากทราบว่า อารมณ์ร้องกรีดนั้นเป็นอย่างไร แนะนำให้ลองโหลดภาพขนาดเต็ม โดยคลิ๊กที่รูปสักรูปนึง ผมแนะนำรูปที่เปรียบเทียบ มุมเดียวกัน ตอนกลางวัน ISO 100 กับ ตอนหัวค่ำ ISO 800 ดูภาพนั้นภาพเดียว ผมว่ามันตอบอะไรได้หลายอย่างเลยครับ ถึงความแตกต่าง จากกล้องดิจิตอลแบบมาตรฐานทั่วๆไป

สิ่งที่ได้ใจมากๆ คือ สีสัน ที่มีลักษณะสีที่คล้ายกับกล้องฟิล์มมากๆ และในส่วนของเส้นสาย รายละเอียดนั้น จะมีลักษณะเฉพาะที่ ให้เส้นสายดูเป็นธรรมชาติมากๆ อาการเหลื่อมล้ำของสีตรงเส้น ตรงขอบ ตรงลวดลายสลับซับซ้อน หรือที่เราจะคุ้นเคยกันดีในชื่อว่า "มัวเร่" (moire) ไม่มีปรากฏให้เห็น แม้แต่ในบริเวณเส้นที่ละเอียดที่สุด ซับซ้อนที่สุด ก็ไม่ปรากฏให้เห็นเลย และลายเส้นก็ดูคมชัดเป็นธรรมชาติจริงๆ (คล้ายกับถ่ายด้วยฟิล์ม) โดยเฉพาะในภาพตึกช่อง 3 ตรงส่วนของเสาอากาศสีขาวแดงด้านบนตึก ท่านลองโหลดภาพไปดู แล้วซูมเข้าไปดูรายละเอียดส่วนยอดเสา จะเห็นได้ว่า ปกติแล้วถ้ากล้องทั่วไป บริเวณพื้นที่สีขาวสว่างๆ แคบๆ ลักษณะนี้ มักจะมีสีเหลื่อมๆ ปรากฏให้เห็นบ้าง ไม่มากก็น้อย ซึ่งการที่ไม่เห็นอาการสีเหลื่อม และลายเส้นคมชัดตรงๆนี้ คงต้องยกความดีความชอบให้กับ เซ็นเซอร์แบบ Foveon X3 และคุณภาพอันสุดๆของเลนส์ Sigma 30mm. F2.8 ตัวใหม่ ที่ใส่เข้ามาในกล้อง Sigma DP2 Merrill ตัวนี้ (จากเดิมที่เป็นเลนส์ F4 ในรุ่นก่อนหน้านี้)

ระบบควบคุมการถ่ายภาพ ที่เรียบง่าย เน้นการควบคุมเองด้วยตัวผู้ถ่าย โดยเฉพาะการโฟกัสด้วยมือ การปรับชดเชยแสง การปรับรูรับแสง ควบคุมได้ดังใจ แต่ต้องทำความคุ้นเคยแรกเริ่มเล็กน้อย สำหรับคนที่ไม่เคยใช้มาก่อน เนื่องจากจะไม่เหมือนกับกล้องโดยทั่วไป แต่จะเหมือนกัน ในกล้องตระกูล DP รุ่นก่อนๆ คือ ถ้าใครที่เคยใช้กล้อง ตระกูล DP ของ Sigma รุ่นอื่นมาก่อน จะเห็นว่า ใช้งานได้คล้ายกัน (แทบจะเหมือนกันเลย) แต่สำหรับคนที่ไม่เคยใช้มาก่อน จะต้องทำความคุ้นเคยสักพัก โดยเฉพาะปุ่มชดเชยแสง ที่อยู่ตรงปุ่มลูกศร ซ้าย-ขวา จะขัดๆความรู้สึกอยู่บ้าง ในการใช้ครั้งแรก แต่พอชินแล้ว จะรู้เลยว่าสะดวกมาก สำหรับการชดเชยแสง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตากล้องต้องทำอยู่บ่อยๆในการถ่ายภาพ ไม่ต้องไปหาปุ่ม หรือเมนูอื่นให้วุ่นวาย อยู่ตรงนั้น ใช้ได้เชย ซ้ายลบ ขวาบวก ตรงไปตรงมา

Sigma DP2 Merrill ใช้เซ็นเซอร์ขนาด APS-C ซึ่งเป็นขนาดเดียวกันกับ กล้อง DSLR โดยทั่วไป จึงทำให้สามารถถ่ายภาพโดยมีคุณภาพสูงได้ดี และถ่ายภาพชัดตื้นได้ดีอีกด้วย สำหรับภาพบางอย่าง ที่ต้องการเน้นเฉพาะสิ่งที่เราโฟกัส และให้ฉากหลังเบลอๆนั้น ต้องอาศัยการเปิดรูรับแสงกว้างๆ ร่วมกับการใช้ขนาดเซ็นเซอร์ที่ใหญ่ จึงจะสามารถทำได้ ใครที่เคยใช้กล้องคอมแพ็คโดยทั่วไป น่าจะทราบดีว่า กล้องคอมแพ็คโดยทั่วไปนั้น แทบจะไม่สามารถทำให้เบลอฉากหลังได้เลย อันที่จริงแนวความคิด การนำเอาเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ มาใส่ไว้ในกล้องขนาดเล็ก แบบกล้องคอมแพ็คเซ็นเซอร์ใหญ่นี้ ทาง Sigma ได้ทำมานานแล้ว ตั้งแต่ออกกล้องตระกูล DP มาตั้งหลายปีมากแล้ว ก่อนที่ค่ายอื่นๆ เพิ่งหันมาสนใจกล้องในแนวคิดนี้ อย่างที่เป็นที่นิยมกันในปัจจุบัน เรียกได้ว่าทาง Sigma เป็นผู้นำ ผู้บุกเบิกตลาดกล้องรูปแบบ คอมแพ็คเซ็นเซอร์ APS-C เลยก็ว่าได้ เพียงแค่เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ที่ต่างกันเท่านั้น แต่จากการลำดับเหตุการณ์แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆว่า Sigma ทำกล้องคอมแพ็คเซ็นเซอร์ใหญ๋ APS-C มาก่อนคนอื่น

เกร็ดความรู้ เพิ่มเติม

  • Foveon : มีที่มาจากคำว่า Fovea หรือ บริเวณบนจอประสาทตาของคนเรา ที่เป็นบริเวณที่เรามองเห็นรายละเอียดได้ชัดเจนกว่าบริเวณอื่นๆ หรือจริงๆแล้ว ในขณะที่ท่านกำลังอ่านข้อความนี้ ท่านกำลังใช้งานจอประสาทตาบริเวณส่วน Fovea ของท่านเองอยู่ ณ ตอนนี้เลย อันเป็นที่มาของชื่อบริษัท Foveon Inc. ผู้ค้นคิดและพัฒนาเซ็นเซอร์แบบ Foveon บริษัทนี้ก่อตั้งเมื่อปี 1997 และต่อมาได้ขายหุ้นหลัก ให้กับทาง Sigma Corporation เมื่อปี 2008

  • Merrill : เป็นชื่อของ Richard B. Merrill (หรือที่รู้จักในอีกชื่อ Dick Merrill) หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Foveon ซึ่งเป็นเหมือนบิดาแห่งเซ็นเซอร์แบบ Foveon จึงนำมาตั้งเป็นชื่อกล้อง ของทาง Sigma ในหลายๆรุ่น เพื่อเป็นเกียรติให้กับ Mr. Merrill ที่เพิ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2008 ซึ่งเป็นเวลาไม่นาน หลังจาก Foveon X3 พัฒนาสำเร็จไม่นานนั่นเอง โดยจะมีชื่อคำว่า Merrill เป็นตัวเขียนภาษาอังกฤษ อยู่ตรงมุมจอด้านล่างขวา ของกล้องในรุ่นที่เป็น Merrill


© Copyright : 2012. taKLONG.com
Sigma DP2 Merrill Sample Photo ตัวอย่างภาพ
Sigma DP2 Merrill : ISO 100 : 1/250 sec. F 6.3





การทดสอบนี้ เน้นให้ทุกๆคน ศึกษาดูจากภาพเองเลยดีที่สุด (คลิ๊กที่ภาพ เพื่อโหลดภาพใหญ่ แต่ละภาพตกราวๆ 10 MB.) เป็นภาพ jpeg ที่ได้จากกล้องโดยตรง ไม่ได้ใส่แม้แต่ใส่ลายน้ำ หรือย่อภาพอะไรทั้งสิ้น ดังนั้น รบกวนใช้เพื่ออ้างอิง เพื่อดูคุณสมบัติของกล้องเท่านั้น อย่านำภาพไปใช้อย่างอื่นนะครับ


...
ในส่วนของเลนส์ฟิกซ์นั้น มองได้หลายแง่ ถ้ามองในแง่ความสะดวกในการใช้งาน ก็ต้องบอกตรงๆว่า อาจจะไม่สะดวกเท่าเลนส์ที่ซูมได้ แต่สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ด้วยภาพถ่ายในหน้านี้ ก็คือ คุณภาพของภาพที่ได้ จากการที่เลนส์เป็นเลนส์ฟิกซ์นั้น เห็นได้ชัดเจนมาก ซึ่งผมเดาใจทาง Sigma ว่า เขาเน้นให้ได้คุณภาพของภาพสูงที่สุดเป็นหลัก ความสะดวกในการใช้งาน น่าจะเป็นเรื่องรอง เหตุผล เพราะสิ่งที่เขาขาย สำหรับกล้อง Sigma DP2 Merrill นี้ ก็คงเป็นเรื่องคุณภาพขอภาพนั่นแหละ ก็ไม่แน่ใจว่าถ้าหากทำเป็นเลนส์ซูมแล้ว คุณภาพของภาพจะออกมาเป็นเช่นไร แต่ถ้าหากต้องการขายให้กับคนทั่วๆไป ที่พกกล้องไปท่องเที่ยว ก็ยังคือว่า การมีเลนส์ที่ซูมได้ ก็ยังน่าจะเป็นสิ่งจำเป็น ที่ทาง Sigma ก็อาจจะต้องไปพัฒนาในรุ่นต่อๆไป ถ้าหากต้องการขยายกลุ่มเป้าหมายออกไป ยังประชาชนคนเดินถนนทั่วๆไป แต่สำหรับ Sigma DP2 Merrill ในวันนี้ คือว่ายังไม่ใช่กล้องสำหรับคนทั่วไป แต่เป็นคนที่โหยหาเรื่องคุณภาพมากกว่า ...

© Copyright : 2012. taKLONG.com
Sigma DP2 Merrill Sample Photo ตัวอย่างภาพ
Sigma DP2 Merrill : ISO 100 : 1/160 sec. F 16

© Copyright : 2012. taKLONG.com
Sigma DP2 Merrill Sample Photo ตัวอย่างภาพ
Sigma DP2 Merrill : ISO 800 : 1/10 sec. F 4
  สิ่งที่ประทับใจผมมากๆ สำหรับภาพที่ได้จากกล้องตัวนี้ น่าจะเป็น Shot ที่ถ่ายภาพตอนแสงน้อย ซึ่งจะเห็นข้อแตกต่างได้ชัดเจน กับภาพที่ได้จากกล้องในระบบเซ็นเซอร์แบบมาตรฐาน โดยเฉพาะในส่วนรายละเอียด เส้นสายในแสงน้อย ที่ผมว่าดูเนียนตา สบายตา และสีสันของบรรยากาศก็ดุเป็นธรรมชาติมากๆ อยากจะบอกอีกครั้งว่าคล้ายกับภาพจากกล้องฟิล์มมาก คือรายละเอียด แม้จะไม่ได้คมกริบอย่างบ้าคลั่ง เหมือนกับกล้อง 36 ล้านพิกเซลแบบมาตรฐานอะไรแบบนั้น แต่เป็นรายละเอียดเส้นสาย ที่ดูเป็นธรรมชาติมากๆ คล้ายกับการมองด้วยตาเปล่าๆ มากกว่าภาพที่ได้จากกล้องดิจิตอลตามปกติ โดยเฉพาะ shot ที่ถ่ายแสงน้อยๆแบบนี้ คาดหวังเรื่องรายละเอียดได้ยาก คาดหวังเรื่องความเป็นธรรมชาติของสีได้ยาก แต่ Sigma DP2 Merrill ก็ถือว่าทำคะแนน ในส่วนนี้ได้ดีโดยเฉพาะที่ ISO ไม่เกิน 800 ถือว่าสุดยอดมากๆ
© Copyright : 2012. taKLONG.com
Sigma DP2 Merrill Sample Photo ตัวอย่างภาพ
Sigma DP2 Merrill : ISO 100 : 1/320 sec. F 3.5


สิ่งอื่นๆ ที่น่าจะพูดถึง และทำได้ดีสำหรับกล้องตัวนี้ก็คือ บอดี้ที่เป็นโลหะ บางคนก็บอกว่าไม่เห็นแปลก แต่ตัวนี้แปลกครับ เพราะแว็บแรกที่เห็นกล้อง ท่านจะต้องติดคิดว่า บอดี้มันทำด้วยพลาสติกแน่นอน เหมือนผม แต่พอสัมผัสและใช้ๆไป ถึงรู้ว่าจริงๆแล้ว มันเป็นโลหะครับ ทำให้มั่นใจได้เรื่องความบึกบึนแข็งแรง ซึ่งก็เหมาะสำหรับ ตากล้องรุ่นเก่าๆที่ชอบกล้องโลหะกันนะครับ

ประการถัดมา คือ ปุ่มทางลัด หรือ QS : Quick Set ที่เราสามารถปรับ Custom ปุ่มลัดได้เอง โดยกำหนดให้ปุ่มลูกศร ทั้ง 4 ปุ่มทำอะไรบ้าง ในสิ่งที่คุณปรับบ่อยๆ ตรงนี้ผมว่าสะดวกมากจริงๆ และเฉพาะสำหรับแต่ละคนด้วย เพราะแต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน ปรับกล้องไม่เหมือนกัน ก็เลือกได้เองเลยตามใจที่ตรงปุ่มนี้
© Copyright : 2012. taKLONG.com
Sigma DP2 Merrill Sample Photo ตัวอย่างภาพ
Sigma DP2 Merrill : ISO 100 : 1/100 sec. F 11
© Copyright : 2012. taKLONG.com
Sigma DP2 Merrill Sample Photo ตัวอย่างภาพ
Sigma DP2 Merrill : ISO 100 : 1/100 sec. F 16

...

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากจะฝากเป็นการบ้าน สำหรับทาง Sigma ที่ควรจะเน้นหนัก พัฒนาให้ก้าวขึ้นมาท้าทายวงการ ด้วยการพัฒนาในเรื่องของ ความเร็วในการทำงานจริงของกล้อง โดยเฉพาะแก้ปัญหาเรื่อง การบันทึกข้อมูลภาพลงบนการ์ด ซึ่งแต่ละภาพต้องใช้เวลาบันทึกค่อนข้างนานไปนิด ส่วนใหญ่ก็เกิน 10 วินาทีขึ้นไปทั้งนั้น (กรณึถ่ายไฟล์ RAW) แต่ด้วยความเร็วของหน่วยประมวลผล และความเร็วของตัวเม็มโมรี่การ์ดเองที่ มีการพัฒนาความเร็วไปอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าปัญหานี้น่าจะได้รับการแก้ไขให้หมดไป หรืออย่างน้อยให้เร็วขึ้นจนสามารถใช้งานจริงได้ไม่ติดขัด ก็เชื่อว่าน่าจะทำให้คนหันมาสนใจกล้องแบบ Foveon นี้กันมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่โดยรวมๆแล้ว กล้อง Sigma DP2 Merrill นี้ถือว่าเป็นกล้องในฝัน สำหรับคนที่ต้องการถ่ายภาพให้ได้ความรู้สึกเหมือนกล้องฟิล์ม แต่ควรเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในการถ่ายภาพระดับนึง สำหรับมือใหม่ หรือบุคคลทั่วไป กล้องตัวนี้อาจจะไม่ใช่สำหรับคุณ เพราะรูปร่างที่อาจจะไม่เอาใจวัยรุ่น ประกอบการการบันทึกภาพที่ใช้เวลาในการเขียนข้อมูลพอสมควร อาจจะต้องไฟล์มีขนาดใหญ่ ถ้าใครเป็นคนใจร้อน ก็อาจจะหงุดหงิดได้บ้าง แต่ถ้าใจเย็นพอ และคิดว่ามีความสุขเมื่อได้เห็นภาพ และอยากร้องว๊าวออกมาดังๆ เหมือนได้ดูภาพจากกล้องฟิล์มเมื่อก่อนแล้วละก็ คุณได้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้ครับ กับ Sigma DP2 Merrill


^ ^

Webmaster
taKLONG.com


© Copyright : 2013. taKLONG.com