ตากล้อง ดอทคอม สอนถ่ายภาพเบื้องต้น สำหรับมือใหม่
| หน้ารวม Review | ข่าว-ประชาสัมพันธ์ | ตากล้องต้องอ่าน | แชร์ว่อนเน็ต |

ใครเจ๋งกว่ากัน ! เปรียบเทียบ 7 ข้อ งานแสดงกล้องที่ญี่ปุ่น กับไทย

แง่มุมจากตากล้องตัวน้อยๆ ที่ไปเดินอยู่ในงาน CP+ 2016 ที่ญี่ปุ่น
แล้วสะท้อนเปรียบเทียบกับงานกล้องในเมืองไทย  



CP-Plus-Yokohama-2016
ได้มีโอกาสเดินทางไปร่วม การเปิดตัวเลนส์ G Master เลนส์ถ่ายภาพคุณภาพ สูงซีรียส์ใหม่ของค่าย Sony ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเลนส์ดังกล่าวได้ถือโอกาสเปิด ตัวครั้งแรกในโลก ภายในงาน CP+ 2016 ที่เมือง Yokohama ประเทศญี่ปุ่น ทำให้ผมได้เห็นภาพแตกต่าง ระหว่างการจัดงานแสดงสินค้า โดยเฉพาะ งานกล้องและการถ่ายภาพ ของทางประเทศญี่ปุ่น กับงานกล้องและการถ่าย ภาพในประเทศเราเอง ว่ามีข้อแตกต่างกันอยู่พอสมควรในหลายๆประเด็น ซึ่ง อยากจะเล่าสู่กันฟังมา ณ โอกาสนี้

CP-Plus-Yokohama-2016
แต่ต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่า ข้อเขียนต่อไปนี้ เป็นเพียง ความเห็นส่วนตัวของผม อาจจะผิด อาจจะถูกก็ได้ ก็แค่มุมมองของคนๆหนึ่งเท่านั้น และจุดประสงค์ที่ผมเขียนบทความนี้ ไม่ใช่เพื่อบอกว่าของเราแย่อย่างไร หรือมุ่งประณามผู้จัดงานเมืองไทย เพราะผมเชื่อว่า ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละชนชาติ ย่อมมีรสนิยม หรือลักษณะประจำชาติที่แตกต่างกันเป็นธรรมดา เจแปนนิสสไตล์ กับ ไทยสไตล์ ก็ย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แต่ที่ผมอยากจะสื่อตรงนี้่ คือ อยากเล่าแง่มุมดีๆ ของเจแปนนิสสไตล์ เรียนรู้จากข้อดีของเขา เผื่อว่าจะเอามาประยุกต์ใช้ และปรับปรุงงานในบ้านเราให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในหลายๆส่วน ที่ผมมองว่าบ้านเรานั้น ทำกันจนเป็นปกติ จนคิดว่าใครๆก็ทำกัน แต่จริงๆผมว่ามันไม่ใช่ มีแต่บ้านเรานั่นแหละที่ทำกัน และผมก็เห็นว่า หลายๆอย่างที่ทำกันที่บ้านเรานั้นควรจะปรับปรุง โดยอาจจะอาศัยตัวอย่างจากงานแบบ เจแปนนิสสไตล์ ในงาน CP+ นี้ก็ได้ หรืองานทางฝั่งฝรั่งมาประยุกต์ใช้ด้วย ก็จะทำให้เกิดพัฒนาการที่ดี กับงานแสดงสินค้าในบ้านเรา ไม่มากก็น้อย ซึ่งจะมีอะไรกันบ้าง ก็ลองอ่านเป็นข้อๆ ต่อไปนะครับ

CP-Plus-Yokohama-2016


1. ไม่มีการขายของ อยากซื้อไปซื้อกับร้านค้าใกล้บ้านท่าน
แค่ประเด็นแรกนี้ ผมว่างานแสดงกล้องในบ้านเรา ก็ต่างกับของเขามากแล้วครับ อย่าว่าแต่งานกล้องเลย งานแสดงสินค้าบ้านเรา ที่ไหนๆ ก็ต้องมีขายของ ถ้าบูธไหนไม่ขายของ คนเดินงานเองนั่นแหละกลับจะถามว่า แล้วมาออกบูธทำไม? บ้านเราจึงเป็นงาน Cash and Carry คือ มาเพื่อซื้อของกลับบ้าน กันแทบจะ 100% ส่วนงาน CP+ นั้นจะเป็นงาน "แสดงเทคโนโลยี" ให้ข้อมูลที่ update กับผู้ชมงานว่า ปีนี้มีเทคโนโลยีทางการถ่ายภาพอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ บ้าง ก็มานั่งฟังข้อมูล มาลองใช้งานกล้องใหม่ล่าสุดของโลก เลนส์ใหม่ล่าสุดของโลก อย่างเช่น เลนส์ G Master ของทาง Sony ที่เขาเปิดครั้งแรกในงานนี้ คนก็แห่กันมาดูเจ้าเลนส์ตัวนี้กัน รวมทั้งอาตี๋จากไทยแลนด์แบบผม ก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน ก็แห่มาดูเลนส์ G Master กันที่งานนี้เหมือนๆกัน เพราะที่อื่นยังไม่มีให้ดู ผมว่านี่คือเสน่ห์ อย่างหนึ่งของงานแบบนี้ ที่ว่ามีคนถามผมเหมือนกันว่า ถ้าไม่ขายของ แล้วคนจะมางานกันเหรอ ? คำตอบคือ "มาครับ" ถ้าคุณมีอะไรที่เขาสนใจ และหาดูที่อื่นไม่ได้ เขาก็ต้องมาดูในงาน อย่างตู้ที่โชว์เลนส์ G Master นี่คนมุงกันเต็มตลอด จนบรรดานักข่าวอยากจะถ่ายรูปเลนส์ ก็แทบจะไม่มีมุมถ่ายเลย เพราะตู้มันใส มองทะลุได้ ถ่ายไป ก็ติดญี่ปุ่นมุงอีกฝั่งตลอด บูธอื่นๆ ก็เช่นกัน เขาก็จะมี hilight สินค้าใหม่ล่าสุด (ของโลก) มาให้ชมกัน คนก็จะแห่ไปดู สินค้าเทคโนโลยีใหม่ๆพวกนี้ กันแน่นทุกบูธครับ โดยที่ไม่มีใครสามารถซื้อสินค้าพวกนี้กลับบ้านได้เลย สักตัวเดียว (แต่ได้ข้อมูลติดสมอง ได้กิเลสอยากได้ในใจกลับไปเต็มๆ) แล้วถ้าอยากได้ คุณก็ต้องไปซื้อกับร้านค้าแถวบ้าน ซึ่งผมก็มองว่า การที่เขาทำแบบนี้ เป็นการสนับสนุนร้านค้า สนับสนุนคู่ค้า เป็นการช่วยให้เขาขายได้ เป็นการช่วยอย่างทั่วถึงทุกๆตัวแทนจำหน่าย เพราะถ้าเป็นบ้านเรา ร้านที่จะไปขายของภายในบูธในงานได้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแค่ร้านใหญ่ๆ connection เจ๋งๆ ถึงจะได้เข้าไป ส่วนร้านค้าเล็กๆจนๆ ก็คงไม่มีโอกาสได้เข้าไปขายของในงานแสดงสินค้าพวกนี้แน่นอน แต่งานอย่าง CP+ นั้น เขาสร้าง demand ในภาพรวมต่อตัวสินค้า แล้วให้คนไปซื้อกับร้านใกล้บ้าน ก็เท่ากับช่วยร้านทุกๆร้าน ให้ขายสินค้าเขาได้ดีขึ้น ในภาพรวม ทั้งรายเล็กรายใหญ่ ทั่วประเทศได้อานิสงค์จากงานนี้กันอย่างทั่วถึง อันนี้เป็นความเห็นของผมนะครับ ก็อยากสะท้อนมุมมองนี้ ไปยัง vender หรือ ตัวแทนจำหน่าย ในบ้านเราไว้ในประเด็นนี้ด้วยละกัน ผิดถูกอย่างไร ก็ขอน้อมรับ แต่ผมเห็นข้อคิดตรงนี้ จากงาน CP+ ตามนี้จริงๆ เมื่อเทียบกับงานในบ้านเรา

CP-Plus-Yokohama-2016


2. ระดับเสียงของงานที่ไม่ระคายแก้วหู หันไปคุยกับคนข้างๆ รู้เรื่องตลอดงาน
สิ่งที่สะดุดหู มากที่สุดในงาน คือ "ความเงียบ" งานระดับโลก มันช่างเงียบยังกับป่าช้า ถ้าเทียบตามมาตรฐาน "ความคึกคัก" ในแบบไทยแลนด์ ซึ่งตรงนี้ ผมก็ไม่ได้ตำหนิงานเมืองไทยนะ ผมคิดว่ามันเป็น "สีสัน" และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน อย่างชัดเจน ระหว่างคนญี่ปุ่น กับ คนไทย เสียมากกว่า เพราะคนญี่ปุ่นขึ้นรถไฟฟ้า ก็ไม่ส่งเสียงดังเลยแม้แต่น้อย (การส่งเสียงดังในรถไฟฟ้า นี่แทบจะเหมือนกับการไปก่อคดีฆ่าคนตายเลยทีเดียว ถ้าคุณไปทำบนรถไฟฟ้าที่ญี่ปุ่น) หรือ โดยธรรมชาติ คนญี่ปุ่น ก็พูดจาเบาๆ ไม่ส่งเสียงดังตามที่สาธารณะอยู่แล้วโดยธรรมชาติของเขา ซึ่งอาจจะตรงกันข้ามกับ วัฒนธรรมบ้านเรา ที่ชอบเฮฮาเสียงดัง โดยเฉพาะถ้าบอกว่าเป็น "งานมหกรรม" งานแบบนี้มันก็ต้อง มหกรรมแสดงศักยภาพเครื่องเสียงประจำบูธด้วยเหมือนกัน ก็จัดเต็มกันไป ส่วนใหญ่ก็ด้วยความเชื่อว่า "บรรยากาศ" งานโดยรวมจะได้รู้สึกคึกคัก ในแบบไทยสไตล์ ซึ่งผมก็เห็นด้วยในประเด็นนี้ ว่างานแบบไทยๆ ควรจะคึกคัก คนไทยไม่ชอบไปงานแล้วเงียบๆ มันเหมือนงานไม่ดี งานไม่มีคนสนใจ งานเงียบๆ คือ ไม่มีคนเดิน ไม่มีคนชอบ ซึ่งก็จริงในระดับนึงเลยทีเดียว ลองงานบ้านเราเงียบๆเป็นป่าช้าแบบที่ CP+ สิ รับรองว่า คนเดินงานก็บ่น (เพราะไม่คึกคักไม่เร้าใจ ไม่มีของแจก ไม่มีเล่นเกมส์) เจ้าของบูธก็บ่น (เพราะยอดขายจะไม่ดี) คนจัดงานก็บ่น (เพราะตัวเลขคนชมงานอาจจะไม่ดี) ฯลฯ

แต่อะไรที่มากไป ผมว่ามันก็จะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองได้เสมอ อย่างเช่นเรื่องระดับเสียง ของแต่ละบูธในบ้านเราที่ ผมสงสารพนักงานขายในแต่ละบูธเป็นอย่างมาก กลับบ้านในแต่ละวัน เสียงคงแหบจนพูดอะไรไม่รู้เรื่อง ถ้าผมเป็นคนจัดงาน จะออกกฏข้อนึงว่า ให้หันลำโพงทุกตัวภายในบูธ เข้าสู่บูธตัวเองเท่านั้น ! อยากเปิดดังแค่ไหนเปิดไป แต่ต้องหันลำโพงเข้าบูธตัวเอง ทนได้ ก็ทนไป ! เพราะทุกวันนี้หันลำโพงออกไปบูธตรงข้ามไง ก็เลยจัดเต็มกันสุดๆ คุยกันไม่รู้เรื่องเลยในแต่ละงาน คนขายของก็คุยไม่รู้เรื่อง คนเดินงานอยากจะถามอะไร ก็คุยไม่รู้เรื่อง คนบรรยายก็บรรยายไม่รู้เรื่อง ไม่มีสมาธิ เพราะลำโพงบูธข้างๆ มันดังกว่าเสียงบนเวที เรื่องเสียงในงานบ้านเรา ผมว่ามันต้องมีปฏิวัติกันสักทีแล้วล่ะ เพราะนับไปแต่ละปี จำนวนเดซิเบลมันหนักหูขึ้นทุกปีๆ เช่นกัน

ส่วนของในงาน CP+ แต่ละบูธมักจะใช้ลำโพงเฉพาะ ช่วงที่มี presentation เท่านั้น และก็เปิดแบบเกรงอกเกรงใจคนร่วมงาน รวมทั้งคนในบูธเดียวกันด้วย ยืนอยู่ในบูธ จะสามารถพูดคุยกันได้แบบปกติ ไม่ต้องตะเบ็งเสียงอะไร ผมลองไปยืนหน้าลำโพง ก็ยังสามารถพูดคุยกันรู้เรื่อง ประเด็นการใช้เสียงของที่นี่ ก็ตามการใช้เสียงในที่สาธารณะของคนญี่ปุ่น คือ เกรงใจคนรอบข้าง ก็อยากให้ลองดูว่าจะปรับใช้กับบ้านเราได้แค่ไหนนะครับ อาจจะไม่ต้องถึงระดับเงียบเป็นป่าช้าแบบเขา แค่เพลาๆของเราลงมาบ้างก็น่าจะดี

CP-Plus-Yokohama-2016


3. เข้าแถว เข้าแถว และเข้าแถว แม้ว่ามันจะยาวสัก 100 คน ก็เข้าแถวอยู่ อย่างนั้นเป็นระเบียบ
พูดถึงวัฒนธรรมอีกอย่างของชาวญี่ปุ่น ก็คือการเข้าแถว ซึ่งก็ได้สะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนภายในงาน CP+ ครั้งนี้เช่นกัน แน่นอนว่ากล้องใหม่ระดับโลกที่เพิ่งเปิดตัว หรือ เลนส์ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวครั้งแรกบนโลก ไม่ว่าจะบูธไหนๆก็ตามในงาน CP+ สิ่งที่จะได้เห็นควบคู่กันไปก็คือ แถวอันยาวเหยียด เพื่อเข้าไปทดสอบ ลองเล่นเจ้ากล้องเด่นๆ หรือเลนส์ดังๆ บางแถวบางบูธ ยาวพันวนรอบบูธไป แต่เขาจะจัดที่ทางให้เข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีการมายืนออกันขวางทางเดินเด็ดขาด บางคิวเท่าที่ดูๆ ผมเชื่อว่ามีคนต่อแถวกันเกิน 100 คนแน่นอน แต่เขาก็ยืนรอกันอย่างสงบเป็นระเบียบมากๆ ขอชื่นชมวัฒนธรรมเรื่องนี่ของชาวญี่ปุ่นจริงๆครับ สุดๆจริงๆ ยอมรับเลยว่าแม้แต่ผม ที่อยากจะเข้าไปลองเล่นกล้องบางตัว ในบางบูธ ก็ยังต้องขอบาย เพราะแค่เห็นจำนวนคนที่ต่อแถวแล้ว คาดว่าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าชั่วโมง แต่เวลาผมจำกัด ขอไปดูอันอื่นที่คนน้อยกว่านั้นก็แล้วกัน

CP-Plus-Yokohama-2016


4. เชื่อว่าเกือบครึ่งของผู้เข้าชมงาน มีการลงทะเบียน online มาก่อนเข้าชมงาน
โดยเฉพาะการลงทะเบียน เข้ารับฟังการบรรยายในหัวข้อต่างๆ ก็น่าจะมีการลงทะเบียน online กันมาล่วงหน้าแล้ว เพราะสังเกตว่า ที่นั่งในแต่ละรอบ จะเต็มโดยทันที ในแต่ละรอบ หรืออาจจะมีการแวะมาลงทะเบียนไว้ แล้วเดินไปที่อื่นก่อน เมื่อถึงเวลาก็มาที่บูธที่ตัวเองต้องการ เพราะผมสังเกตว่า แถวที่เข้าฟังบรรยาย ไม่ได้ยาวเลย แต่มีคนนั่งเต็มตลอดทุกช่วงการสัมมนา แสดงว่าน่าจะมีการลงทะเบียนไว้ก่อน จึงมีคนพอดีกับที่นั่งฟัง ในทุกๆรอบ ไม่ล้น ไม่ขาด การจัดการเรื่องการสัมมนานี้ผมแอบชื่นชมมากที่สุด เรื่องนึงจากที่ไปงาน CP+ ครั้งนี้มา เพราะการที่คนที่มานั่งอยู่ทั้งหมด ลงทะเบียนล่วงหน้า หมายความว่า คนที่นั่งอยู่ตรงนั้น "สนใจ" ในหัวข้อนั้นๆจริงๆ ความสนใจนี้เอง เป็นส่วนสำคัญในความสำเร็จ และความคุ้มค่า ของการจัดสัมมนา ในหัวข้อนั้นๆ คนพูดก็มาพูดแล้วคุ้มเหนื่อย คนฟังก็ได้ในสิ่งที่ตนเองสนใจ ซึ่งผมอยากให้บ้านเราเป็นแบบนี้มากๆ เพราะจากที่เคยไปยืนพูดตามบูธแล้ว บอกได้เลยครับว่า มีแต่คนที่เมื่อยมานั่ง กับคนที่มาเป็นเพื่อนคนอื่น มานั่งรอเพื่อน ก็ซะเกือบครึ่ง ซึ่งถ้าคนพูด ไม่ได้มีแฟนคลับระดับ วงบอยแบนด์เกาหลีที่จะมีติ่งมารอกันตั้งแต่ตีสี่ รับรองว่า คนพูดธรรมดาๆ คนนึง จะพูดไปเซ็งไป กับท่าทีของคนที่นั่งอยู่หน้าบูธที่ ก็ฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาเหมือนกัน ถ้างานในบ้านเราสามารถจัดให้มีการลงทะเบียนล่วงหน้า และทำให้การบรรยายในบูธดูน่าสนใจ คับคั่ง และมีประสิทธิภาพได้อย่างงานที่ CP+ ก็จะดีมากๆ อันนี้ฝากๆ บรรดา vender ในเมืองไทยด้วยนะครับ เงินที่ลงทุนกับบูธ กับวิทยากรไปในแต่ละงาน จะได้คุ้มค่าเหมือนกับที่ ผมเชื่อว่า ที่ญี่ปุ่นในงาน CP+ คนที่มานั่งฟังนั้น "ตรงกลุ่ม" และตั้งใจมาฟังเต็มร้อย ทำให้เงินที่ทุ่มไปกับค่าบูธ ค่าวิทยากร ค่าโน่นนี่นั่น มากมายกว่าจะมาเป็นงานสัมมนาภายในบูธแสดงสินค้า ก็จะคุ้มค่า เพราะมัน "ตรงกลุ่ม" มีประสิทธิผลมากมาย กว่าการพูดให้คนเมื่อยฟังแบบบูธบ้านเรามากๆ

CP-Plus-Yokohama-2016


5. คนสนใจนั่งฟัง presentation กันแบบนึกว่าจะเอาไปสอบข้อเขียน
ส่วนหนึ่ง ต้องยกความดีความชอบให้กับระบบจัดการภายในบูธ และเชื่อว่าเป็นระบบจัดการ "ก่อน" การจัดงาน ซึ่งก็คือ ระบบจอง online มากกว่า ที่ทำให้พอถึงในวันงาน จึงได้กลุ่มคนมานั่งฟัง ที่ตรงกลุ่ม พอตรงกลุ่ม เขาก็สนใจที่จะฟัง โดยอัตโนมัติ และหัวข้อหรือเนื้อหาที่บรรยาย ก็ได้ "ความลึก" ในระดับที่ช่วยเพิ่มรอยหยักในสมองได้พอสมควรเลยทีเดียว โดยเฉพาะบูธที่เน้นให้ความรู้ตรงๆ อย่างบูธของสมาคม องค์กรถ่ายภาพที่ไม่แสดงหากำไร ผมลองป้วนเปี้ยนไปแถวบูธ สมาคม SD card สมาคม CF card แล้วเขาก็ขนน่าจะระดับ professor มาพูดว่า SD card ดียังไง CF card (CFast หรือ XQD ดียังไง) เสียดายว่าเป็นภาษาญี่ปุ่นเลยฟังไม่ออก ส่วนบูธ DXO ที่ทำเรื่อง calibrate ทำเรื่องมาตรฐาน ก็ขนอุปกรณ์ชั่งตวงวัด มาเต็มสูบ และก็อธิบายว่าอุปกรณ์ต่างๆ ทำงานอย่างไร อย่างขมักเขม้นมากๆ หรือ บูธของน่าจะเป็นองค์กรอวกาศอะไรสักอย่างของเขา ก็มาออกบูธโชว์ หอดูดาว ! ใช่ครับ โชว์ หอดูดาว กันเลยทีเดียว !

CP-Plus-Yokohama-2016


6. Pretty มียืนสวย แจกใบปลิวอย่างเดียว ไม่ถามคำถามว่า จังหวัดอะไรที่ลง ท้ายด้วย -บุรี หรือ ให้ดูเลขในบัตรประชาชนว่า ลงท้ายด้วยเลขอะไร
ในงานมี Pretty มายืนแจกของ ให้แช๊ะภาพกันแค่พองาม ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนอาจจะคิดภาพว่า งานที่ญี่ปุ่นนี่ Pretty ต้องจัดเต็ม แต่รับรองว่าผิดคาดแน่นอนครับ เพราะบ้านเราจัดเต็มกว่าล้านเท่า 555 ของเขาแค่มาโพสต์ท่าถ่ายภาพหน้าบูธ ในบูธ กันแค่ประปราย และก็ไม่ได้มาก มีหรอมๆแหรมๆ ให้เห็นบ้างเท่านั้น และถ้าพูดถึงเรื่องหน้าตา บอกได้เลยว่างานกล้องบ้านเรา แจ่มแมวกว่าเยอะมาก สายแมว มางาน CP+ ขอบอกเลยว่า ไปงาน PhotoFair หรือแม้แต่งานกล้องของร้านในบ้านเราจัด ยังจะมีแมวให้ล่ามากกว่างานระดับโลกแบบนี้แน่นอน ที่นี่แมวไม่ชุมครับ และที่สำคัญแมวที่นี่ ไม่มีคำถามกระชากวิญญานอย่าง "จังหวัดอะไรลงท้ายด้วย -บุรี บ้างคะ" หรือ "ท่านที่เลขบนบัตรประชาชนลงท้ายด้วย ... เชิญรับของรางวัลค่ะ" ไม่มีให้เห็น มีแต่ยิ้มโพสต์ท่าคิ๊กคุหวานๆ แล้วก็แจกโบร์ชัวร์เงียบๆ เงียบ กันจริงๆ

CP-Plus-Yokohama-2016


7. ที่นี่ไม่มีของหาย ของที่วางโชว์ส่วนใหญ่ไม่ได้ล่ามโซ่ คนหยิบมาเล่น แล้วก็วางคืนดังเดิม
เป็นที่ทราบกันดีเวลาไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นว่า เวลาของหายมีโอกาสมากที่จะได้คืน และจากประสบการณ์คนใกล้ๆตัว ก็มีรายงานอยู่เสมอๆว่า เวลาทำของหล่นหรือลืมวางไว้ที่โน่นที่นี่ ก็ได้คืนกันเป็นส่วนใหญ่ อันเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมที่สำคัญ ของคนญี่ปุ่น ดังนั้นเวลามาเดินในงาน CP+ งานแสดงกล้องใหญ่ระดับโลกแห่งนี้ที่ญี่ปุ่น จึงได้พบเห็นปรากฏการณ์ที่ว่า กล้องและเลนส์ และอุปกรณ์ถ่ายภาพต่างๆ ล้วนแล้วแต่วางโชว์ไว้เฉยๆ บนแท่น บนที่วาง บนโต๊ะ โดยแทบไม่เห็นมีการคล้องโซ่ หรืออะไรแต่อย่างใด บางจุดที่คนเยอะๆ ก็แค่มีเจ้าหน้าที่ มายืนคอยกำกับอยู่บ้าง แต่ก็น่าจะเพื่อเป็นการตอบคำถาม ข้อสงสัยเสียมากกว่า จะเป็นการมาดูว่า มีใครขโมยอะไรหรือเปล่า ซึ่งจากที่เคยสัมผัสงานที่เมืองไทย บอกได้เลยครับว่า ถ้าวางเอาไว้แบบนี้ มีแนวโน้มว่าอาจจะหายวับไปได้ เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ ผู้ที่เคยออกบูธ สินค้าเทคโนโลยีว่า ต้องมีการล่ามโซ่ หรืออย่างน้อย ก็ต้องมีอะไรยึดโยงไว้บ้าง ไม่งั้นหายแน่นอน แต่ที่ CP+ ส่วนใหญ่แล้ว จะแค่วางสินค้าโชว์ไว้เฉยๆ กัน มีส่วนน้อย น้อยมากๆ ที่มีการล่ามหรือมาตรการป้องกันขโมย สินค้าที่วางโชว์ไว้ ส่วนชิ้นไหนที่มีราคาสูง หรือ ของหายาก หรือ ไม่อยากให้คนมาแตะต้อง เขาก็จะเก็บใส่ไว้ในตู้กระจกไปเลย ไม่ให้แตะ เช่นเลนส์ G Master ที่เชิญผมมาดูนั้น เนื่องจากว่ายังเป็นตัวต้นแบบอยู่ ยังไม่ใช่เลนส์ที่ผลิตออกจำหน่ายจริงๆ เขาเลยยังไม่ให้ลองถ่ายแต่อย่างใด เลนส์ที่เอามาโชว์จึงได้ใส่ไว้ ในตู้กระจกปิดสนิท เปิดหยิบออกมาลองไม่ได้ ก็เสียดายอยู่เหมือนกัน โชคดีที่ในหมูลูกทริปที่ไปกับทาง Sony Thailand ได้อภิสิทธิ์เล็กน้อย คือ ได้มีโอกาสลองจับ ลองสัมผัส ลองเล็งกล้องผ่านเลนส์ G Master ตัวเป็นๆนี้กันบ้าง แต่ก็อย่างที่บอกว่า มันยังไม่ใช่เลนส์ตัวเต็มที่วางจำหน่าย เป็นแค่ตัวต้นแบบ เลยอดเอาเม็มโมรี่ไปจิ้มดูดไฟล์ภาพมาโชว์กัน คงต้องรอเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งในเร็วๆวันนี้แล้ว คงได้มีโอกาสนำภาพที่ได้จากเลนส์ G Master ใหม่นี้มาให้ได้ลองชมกัน

ก็หวังว่าภาพสะท้อนจากการได้ไปดูงาน CP+ ของคนไทยตัวเล็กๆ คนนึงอย่าง ผม คงจะได้ให้แง่มุมที่แตกต่างไปจากงานในบ้านเราบ้าง อาจจะมีแง่มุมที่พูด เกินๆล้นๆไปบ้าง แต่เจตนาต้องการให้เกิดการพัฒนางานแสดงกล้องบ้านเรา จริงๆ โดยเฉพาะในฐานะที่เคยไปทั้งในฐานะคนเดินชมงาน และในฐานะ วิทยากรพูดตามบูธอยู่บ้างเป็นครั้งคราว ก็ถือโอกาสอันดี ที่ทาง Sony พาไป เปิดหูเปิดตา ดูงานระดับโลก ดูวิธีการเปิดตัว เลนส์ G Master รุ่นใหม่ระดับโลก เขาทำกันยังไง ก็เลยถือโอกาสมาแบ่งปันให้ฟังกันครับ

นายตากล้อง
2/3/2016




แสดงความเห็น ด้วย Facebook Account ของคุณ ได้ตรงนี้




© Copyright : 2016. taKLONG.com



โปรดติดตาม YouTube แชนเนล "taklong" ได้อีกหนึ่งช่องทาง กับข่าวสาร และสาระเกี่ยวกับ การถ่ายภาพ .. แล้ว อย่าลืม .. กด Subscribe ให้ด้วยนะครับ ^ ^

YouTube channel : taklong

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ใครเจ๋งกว่ากัน ! เปรียบเทียบ 7 ข้อ งานแสดงกล้องที่ญี่ปุ่น กับไทย

ตัวอย่างภาพจากกล้อง Sony A7SII ที่เพิ่งเปิดตัวไปที่สิงคโปร์

Panasonic เปิดตัว GX8 แล้ว พร้อมระบบ Dual IS รายแรกของโลก

Panasonic จะออกกล้องที่ ไม่ต้องโฟกัสภาพอีกต่อไป

Sony A7000 มาพร้อม Single Shot HDR บนตัวเซ็นเซอร์

Canon SPEEDLITE 430EX III-RT

Sony จดสิทธิบัตร เซ็นเซอร์หลายชั้น รูปแบบใหม่

รัน Linux บนกล้อง Canon EOS .. ห๊ะ อะไรนะ

Adaptalux Macro Light System